รองอธิบดีสรรพสามิต ชี้ชัดกฎหมายเอาผิดรถสมเด็จช่วงไม่ได้.!



อดีตรองอธิบดีกรมสรรพสามิต ยันรายละเอียดยิบ ม. 27 ทวิ เอาผิดรถโบราณสมเด็จช่วงไม่ได้
ธรรมกายแถลงโต้ปฏิเสธทันควัน "หลวงพ่อบริสุทธิ์" เจ้าคุณเบอร์ลิน โพสต์แฉซ้ำพร้อมให้ตอบสังคมกรณี ลอบบี้อัยการหวังฟ้องสมเด็จช่วง ว่าจริงหรือไม่



โพสต์วันนี้ ตั้งห้วข้อยาวหน่อยนะครับ และเรื่องยาวด้วยเพราะผมต้องการให้ได้ทราบรายละเอียดทั้งหมดอย่างสมบูรณ์ที่สุดสำหรับผู้ที่คอยติดตามข่าววันนี้ ว่ามีอะไรที่เป็นประเด็นร้อนที่ผมจะหยิบมาพูดถึงบ้าง
ซึ่งวันนี้ สื่อเกือบทุกสำนัก ได้รายงานข่าวข้างต้นนี้กันอย่างแพร่หลายเพราะดูเหมือนว่า ข่าวเหล่านี้จะเป็นที่จับตาของสังคมชาวพุทธเป็นพิเศษโดยเฉพาะศิษย์สายวัดพระธรรมกายซึ่งมีอยู่ทั่วโลก


วันนี้ ผมจะขออนุญาตชวนคุย ๓ เรื่องดังหัวข้อที่จั่วไว้ข้างต้นนะครับพร้อมมีข่าวจาก นสพ. แนบมาให้อ่านรายละเอียดด้วยในข้างท้ายโพสต์นี้


DSI กู่ไม่กลับเริ่มมึน วันเดียวเดินพลาด ๓ เรื่องใหญ่ต่อเนื่องจากโพสต์เมื่อวาน ซึ่งผมก็พูดถึง ดีเอสไอ ไปรอบแล้วจริง ๆ กรมนี้น่าจะเรียกว่า "กรมมีกรรมหนัก" นะครับจึงจะถูก เพราะทำท่าว่า จะได้รับผลกรรมที่สร้างไว้กับ "พระพุทธศาสนา" อย่างต่อเนื่องในเร็วนี้ๆ เสียแล้ว

ดังที่เขามักพูดกันว่า ยุคนี้กรรมติดจรวด คือ ให้ผลเร็วเกินคาด ที่จริงแล้ว มีคนตั้งข้อสังเกตมานานว่า "กรม" นี้มีอะไรแปลก ๆ หลายอย่าง เช่นหากใครได้โอนไปทำงานที่นี่ "มันจะเปลี่ยนไปทันที"

เปลี่ยนทั้ง ความคิด นิสัย ลักษณะท่าทางทั้ง ๆ ที่รู้จักหรือคบกันมานานนี้แหละที่สังเกตชัดเจน ก็คือ มักจะ "ลืมกฎแห่งกรรม" คือ จะไม่เกรงกลัวบาปบุญคุณโทษใด ๆ ทั้งสิ้นกริยาท่าทางที่แสดงออกต่อพระสงฆ์ก็เปลี่ยนไปแม้ตัวเองก็จะห่างเหินศาสนาไปโดยไม่รู้ตัวก็ไม่รู้เป็นเพราะอะไร


ดูพฤติกรรมได้ เช่น แม้แต่พระผู้ใหญ่ระดับปู่ก็ไม่เกรงใจไร้สัมมาคารวะ ลืมคำที่พ่อแม่เคยสอนให้เคารพพระสงฆ์ไปเสียสิ้น คือ นึกจะทำอะไรก็ทำเหมือนเป็นคนนอกศาสนาทั้งที่เคยเข้าไปยังวัดหรือศาสนาสถานแบบนอบน้อมเคารพระวัง สำรวมกายใจ แต่ก็มาเปลี่ยนไป


บางคนพอมาได้มาทำงานที่ ดีเอสไอ ก็ค่อย ๆ เปลี่ยนไปแบบไม่รู้ตัวซึ่งบางคนก็ลืมตัวไปเลยว่า เป็นคนไทยหรือเป็นชาวพุทธอย่างนี้ จะไม่ให้เรียกว่า "กรมมีกรรมหนัก " ได้อย่างไรเพราะวัน ๆ คนอื่น เขามีแต่สะสมบุญ นี่กลับตรงกันข้าม


พูดมาถึงตรงนี้ อย่าเพิ่งโกรธว่าเจ้าคุณเบอร์ลินมองโลกในแง่ร้ายนะครับจะพิสูจน์คำพูดนี้ก็ไม่ยากครับว่าง ๆ ให้ใส่เครื่องแบบหน่วยงานนี้แล้วออกไปเดินตลาดได้เลย รับรองผู้คนมองไม่เป็นมิตรตั้งแต่หัวยันเท้าก็แล้วกันโดยเฉพาะในช่วงนี้ ช่วงที่มาขยันหาเรื่องพระเรื่องเจ้านี้แหละหรือหากจะให้จะ ๆ ก็โน้นเลย ตามตลาดนัด หรือตลาดโรงเกลือลองไปเดินซีครับ แล้วจะรู้ว่า "ชาวบ้านเขามีปฏิกริยากับหน่วยงานนี้กันยังไง"


ผมเขียนมาถึงตรงนี้ ทีมงานส่งซิกมาว่า..

อาจารย์เจ้าคุณ บอกเตือนพวกทำงานกรมนี้ด้วยว่าเวลาตายจะหาวัดตั้งศพนั้น อย่าไปบอกนะว่าทำงานที่นี่ เพราะหลวงพ่อหลวงพี่เกือบจะทุกวัดเตรียมต้อนรับที่วัดกันอยู่แล้วแรง ๆ แต่เขาฝากมาจริง ๆ

ทั้งหมดที่สาธยายมานี้ ก็เพราะพวกท่านได้มาล้อเล่นกับ "กฎแห่งกรรม" จนกู่ไม่กลับนะแหละครับ
ผลกรรมนี้จึงแรง และเร็ว DSI เริ่มมึนเองก็พอจะเข้าใจได้ครับว่า แม้แต่ ตัวอธิบดี กรมดีเอสไอเอง
ก็ดูเหมือนท่านเองก็สูญเสียความมั่นใจในตัวเองไปหมดแล้ว ซึ่งก็น่าเห็นใจ ก็เป็นอันรู้ๆ กันลำพังพนักงาน หรือลูกทีม ก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเป็นอันรู้กันว่า เพราะใคร เพราะอะไร จึงทำให้กรมสำคัญของประเทศจึงมีสภาพเช่นนี้


ด้วยอาการที่เรียกว่า "มึน" นั้นเองมาวันนี้ วันเดียว พวกท่านทำงานผิดพลาดถึง ๓ เรื่องใหญ่ๆผมว่าแบบนี้ "เจ้านาย คงไม่แค่ลมออกหูแล้วละครับ" รอดูต่อไปว่า  "เจ้านายจะสั่นเป็นเจ้าเข้า ใส่พวกท่านอย่างไร"



DSI กู่ไม่กลับเริ่มมึน 

วันเดียวพลาด 3 เรื่องใหญ่


พลาดเรื่องที่ ๑

อดีตรองอธิบดี กรมสรรพสามิตชื่อ นายสมชัย อภิวัฒนพรได้โพสต์แจงรายละเอียดยิบในโพสต์ของท่านไว้เกี่ยวกับเรื่องที่ ดีเอสไอ จะดำเนินการเอาผิดกับหลวงพ่อสมเด็จช่วง วัดปากน้ำกรณีรถโบราณที่กำลังไม่รู้จะจบอย่างไร

วันนี้ ท่านอดีตรองอธิบดี ฯ ยังได้ยกกฏหมาย ม. ๒๗ ทวิเรื่องความผิดกรณีการเสียภาษีสรรพสามิต มาอธิบายด้วยซึ่งโพสต์ของท่านนี้ ทำให้สังคม ได้รับความกระจ่างเรื่องนี้มากมีการแชร์ไปอย่างกว้างขวาง ผมเองก็ได้รับโดยตรงท่านอดีตรองอธิบดี ฯ ท่านได้นำประสบการณ์ตรงมาเล่าให้ฟังและยกกฏหมายมาประกอบด้วยพร้อมตบท้ายในโพสต์ โดยเตือนเรื่องกฏแห่งกรรมต่อดีเอสไอไปด้วยว่า..

อย่าพยายามยัดเยียดคดี ให้ท่านเลยอย่าได้แปลงถูกเป็นผิดไปเลยมันจะเป็นกรรมหนักไปเปล่าๆ

สิ่งที่ทำให้คำพูดของท่านมีน้ำหนักมากที่สุดก็คือ ตัวท่านเป็นถึงอดีตรองอธิบดีกรมสรรพสามิตกรมที่ดูแลเรื่องภาษีเรื่องรถโดยตรงโพสต์ทั้งหมดของ นายสมชัย อภิวัฒนพร อดีตรองอธิบดี กรมสรรพสามิตเมื่อ ๓๐ มีนาคม ๒๕๕๙ ซึ่งเพื่อความสมบูรณ์ ผมจึงขออนุญาตท่านเจ้าของโพสต์ นำมาลงทั้งหมดเลยดังต่อไปนี้


วันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2559
เวลา 17:08 น.


นายสมชัย อภิวัฒนพร
อดีตรองอธิบดีกรมสรรพสามิต


โพสต์ข้อความ ในเฟซบุ๊ก Somchai Ap ระบุว่า ผมเคยรับราชการ เป็นรองอธิบดีกรมสรรพสามิตครับเรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้ รับรองว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงเจ้าหน้าที่สรรพสามิต ไปตรวจรีสอร์ตแห่งหนึ่งพบว่ามีแอร์คอนดิชั่น ที่ใช้ในรีสอร์ตยังไม่ได้เสียภาษีซึ่งได้ซื้อมาตามปกติ


มีเรื่องราวเกี่ยวกับการจับกุมมีการต่อรองการเสียภาษีค่าปรับเจ้าของรีสอร์ตก็ร้องเรียนว่า เจ้าพนักงานสรรพสามิตดำเนินการโดยมิชอบ มีการออกสื่อทางทีวีผมไม่รู้จักเจ้าพนักงานสรรพสามิตและเจ้าของรีสอร์ตเป็นการส่วนตัวผมได้คุยกับเจ้าพนักงานสรรพสามิต


จริงอยู่ตาม พรบ.ผู้ครอบครองจะต้องเสียภาษีแต่หลักการจริงของ พรบ.เก็บภาษีสรรพสามิตจากผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรมตามราคาโรงงานอุตสาหกรรม คือเก็บภาษีจากผู้ผลิตในเมื่อเจ้าของรีสอร์ต มีหลัฐานการซื้อมีใบเสร็จรับเงินมีหลักฐานการจ่ายเงิน ผู้ผลิตดิ้นไม่หลุด ขึ้นศาลก็แพ้


การที่จะไปดำเนินคดีกับผู้ครอบครองนั่นคือปลายเหตุ คดีนี้เจ้าของรีสอร์ตไม่สามารถหาหลักฐานการซื้อแอร์มาแสดงให้เจ้าพนักงานสรรพสามิตสรรพสามิตส่งอัยการฟ้องดำเนินคดีตาม มาตรา 161 แห่ง พรบ.สรรพสามิต คือมีสินค้าไว้ครอบครอง "โดยรู้ว่าเป็นสินค้าที่มิได้เสียภาษี"


อัยการสั่งไม่ฟ้อง เพราะขาดพยานหลักฐานที่แสดงว่าผู้ครอบครองรู้ว่าเป็นสินค้าที่มิได้เสียภาษีกับเจ้าของรีสอร์ต

แต่เจ้าพนักงานสรรพสามิตถูกร้องว่าปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบและ ป.ป.ช.กำลังไต่สวนอยู่ขณะนี้ครับ



คดีนี้ถ้าจะไปเทียบเคียงกับคดี รถยนต์โบราณน่าจะได้รถยนต์ก็จอดอยู่ให้พี่น้องชาวพุทธได้ชม
คนทำคดีน่าจะใช้สมอง
ไม่ต้องออกหมาย สมเด็จท่านไม่ต้องเชิญ ไปสอบสมเด็จท่านเอง


ส่วนเรื่องที่สมเด็จท่านจะมอบหมายให้พระรูปใดเป็นผู้ชี้แจง ก็นำมาใช้เป็นหลักฐานได้ตามกฎหมายไม่ต้องทำเป็นข่าวให้ใหญ่โตสมเด็จท่านอายุก็มาก 90 กว่าแล้วถ้าไม่มีจริยาวัตรที่ดีงามคงไม่ได้ รับการแต่งตั้ง เจ้าหน้าที่ถ้าทำให้ท่านต้องมัวหมองระวังนรกนะครับ.!

ผมเคยเป็นคณะกรรมการพิจารณาพิกัดอัตราภาษีศุลกากรอยู่ 3 ปีถ้าเจ้าหน้าที่คิดจะใช้ กฎหมายศุลกากร
มาดำเนินการ กับท่านสมเด็จอย่าเลยครับ ตาม ม.27 ทวิ ตัวบทเขียนไว้ชัดเจนว่า..

จะดำเนินคดีแก่ผู้ครอบครองได้ ต้องรู้แล้วว่าเป็นรถที่ยังมิได้เสียภาษี ม.27 ทวิ "ซึ่งของอันตนรู้ว่าเป็นของที่ยังมิได้เสียภาษี" 

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และ ดีเอสไอ ได้แถลงข่าวว่ามีข้อมูลรถจดประกอบลักษณะนี้กว่า 6,000 คัน แต่เร่งตรวจสอบเฉพาะคันนี้.! ในช่วงเวลาที่จะเสนอชื่อสมเด็จฯขึ้นทูลเกล้าแต่งตั้ง

ที่ดีเอสไอเปิดแถลง ก็เป็นขั้นตอนการนำเข้าชิ้นส่วนจากต่างประเทศแต่ละชิ้นไม่ว่าตัวถัง เครื่องยนต์ และอุปกรณ์ส่วนควบซึ่งเป็นเวลาก่อนที่จะมีผู้ไปนำถวายสมเด็จช่วง

ข้อเท็จจริงท่านอยู่ปลายทาง ที่รถสำเร็จรูปมาแล้ว จึงมีการถวายจอดอยู่ แสดงโชว์เป็นรถโบราณไว้ในพิพิธภันฑ์ มิได้ออกไปใช้งาน เหมือนรถยนต์ทั่วไป


แต่ขณะที่รถยนต์อีก 6,000 คันกลับไม่รีบทำการตรวจสอบและดำเนินการแต่อย่างใด ควรไปดำเนินคดีกับรถยนต์ที่วิ่งอยู่บนท้องถนนมากกว่า

ทำให้เห็นกระบวนการยุติธรรมว่า แม้กฎหมายจะดีแต่องค์กร และบุคคลในกระบวนการยุติธรรมถ้าบังอาจบิดเบือนข้อกฎหมาย ตีความตามอำเภอใจจึงถือเป็นเรื่องน่าเศร้าอย่างยิ่ง

ทั้งสรรพสามิต และศุลกากร ดูที่เจตนาของผู้ครอบครองว่า รู้หรือไม่รู้ ว่าเสียภาษีไม่ถูกต้องถ้ารู้ต้องถูกดำเนินคดี ก็เท่านั้นเอง

ถามทุกท่านท่านซื้อรถยนต์มาขับทุกวันนี้เคยเห็นหลักฐานเสียภาษีสรรพสามิต ศุลกากรคนขายรถมันเคยแสดงหลักฐานให้ท่านดูไหมว่าเสียภาษีมาถูกต้องครบถ้วนแล้วแล้วสมเด็จท่านจะทราบได้อย่างไร
ว่ารถคันนี้เสียถูกต้องหรือไม่ถูกต้องอย่างไร.?


นี้คือโพสต์ทั้งหมดของ ท่านสมชัย ครับถึงตรงนี้ผมจึงว่า ดีเอสไอ พลาดใหญ่เรื่องที่ ๑ ดังที่จั่วไว้ข้างต้น ณ เวลานี้คงต้องถามดัง ๆ ไปยัง ดีเอสไอ แล้วละว่า ..

จากนี้ไป คดีรถโบราณ ของ สมเด็จช่วง นี้จะเดินไปทางไหนดีละครับถึงจะมีคน ได้ตั้งธงไว้อย่างไรก็ตาม


แต่งานนี้ธงกลับกลายเป็นหอกพุ่งใส่คอหอยผู้เกี่ยวข้อง ที่พยายามป้ายความผิดให้พระแล้วละครับต่อไปนี้ ตั้งหลักให้ดี ๆ ก็แล้วกันหากตั้งหลักไม่ดี อาจจูงมือพากันเดินสู่ "คุก" เสียเองก็ได้อย่าทำเป็นประมาทไปนะครับแต่ ดีเอสไอ ทราบมัยครับว่า..

ขณะนี้ด้วยการกระทำของท่านนั้นได้สร้างความเสียหายมหาศาลแค่ไหนทั้งกับพระศาสนา และตัวหลวงพ่อสมเด็จช่วงเอง

เห็นหรือยังว่า คนเรานั้น เมื่อมีเจตนาไม่บริสุทธิ์และหลงไปคบคนพาล ไปร่วมแก๊งค์ทำลายศาสนาผลสุดท้าย "มันจะมีสภาพอย่างไร"นี่เพียงแค่กรรมเริ่มให้ผลเท่านั้นนะครับตั้งสติรับให้ดีๆ ก็แล้วกัน ลูกหนักๆกำลังตามมาอีกมากนัก

พลาดเรื่องที่ ๒





กรณี ดีเอสไอ ได้ออกหมายเรียกหลวงพ่อธัมมชโย ให้ไปรับข้อหา กรณีคดีคลองจั่นในวันนี้
ปรากฏว่าผลงานของ ดีเอสไอในครั้งนี้ ผมขอเรียกว่าเป็น "ผลงานสุดโง่"

เพราะมันแทบไม่ได้หลงเหลือความฉลาดในการทำงานของหน่วยงานระดับชาติเอาไว้เลยเรื่องคดี ผมจะไม่ขอพูดรายละเอียดหรอกครับเพราะคงไม่ใช่เรื่องของผมโดยตรงที่ผ่านมาผมก็ไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้ ด้วยเหตุผลก็คือปล่อยให้ผู้เกี่ยวข้องทั้งสองฝ่ายไปดำเนินตามกระบวนการกฏหมายกันไป


แต่ผมกำลังจะพูดถึงก็คือ "วิธีการดำเนินการเรื่องนี้"ตรงนี้ต่างหากที่ผมเรียกว่า เป็นผลงานสุดโง่
ชาว ดีเอสไอ อย่าเพิ่งหาว่าผมใส่ความอย่างเดียวนะครับก็ขอให้คอยดูเอาเองก็แล้วกันว่าหลังจากนี้ และในเร็ว ๆ นี้มันจะเกิดอะไรตามมากับ ดีเอสไอ

แต่เมื่อมันเป็นผลงานสุดโง่ "เรื่องดีๆ" คงไม่มีแน่ คอยดูไปที่เห็นชัดก็คือ วิธีการดำเนินการไร้สมองแบบนี้ของ ดีเอสไอ "เท่ากับสาดน้ำมันถังใหญ่ใส่กองไฟเข้าแล้ว"ก็จงคอยดูต่อไป หากไม่ถอยออกมา ยังไม่ต้องเชื่อผมก็ได้


หลักการปรองดอง ความยุติธรรมต้องมีอยู่ทันทีที่หลังจาก ดีเอสไอ ได้ออกหมายเรียกหลวงพ่อธัมมชโย ให้ไปรับข้อหา ในครั้งนี้ ...

ทราบไหมครับว่า ปฏิกิริยาที่เรียกว่า รุนแรง ถึงรุนแรงที่สุดของบรรดาสาวกธรรมกายซึ่งมีอยู่ทั่วโลกนั้น เขามีอย่างไร "เขาบอกเสียงเดียวกันว่าไม่ยุติธรรม ไปรังแกหลวงพ่อเขา"



พวกเขากล่าวสั้นๆ เนิบๆ แบบนักปฏิบัติธรรมแต่อาการเนิบๆ แบบนี้ น่ากลัวกว่าพวกกล่าวเสียงดังๆ มากนักผมจะเตือนผู้เกี่ยวข้องไว้ก่อนเพียงแค่คิดว่า กลุ่มธรรมกายนั้น พวกเขาไม่ใช่วัดธรรมดาเพราะลำพังแค่ การที่คนคนหนึ่ง หรือ กลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง ที่จะสามารถสร้างเครือข่ายได้ใหญ่โตขนาดนี้
เรียกได้ว่าประวัติศาสตร์โลกก็ยังไม่เคยปรากฏเช่นนี้

ทั้งไม่ใช่ข้องเกี่ยวเฉพาะชาวพุทธในประเทศไทยเท่านั้นแต่ข้องเกี่ยวไปทั่วโลก และไม่ใช่มีเฉพาะคนไทยเท่านั้นแต่มีชนชาติต่าง ๆ ทั่วโลก หลายประเทศหลายภาษาได้เข้ามาศรัทธาเลื่อมใสด้วย


ส่วนตัวผม เกี่ยวกับกลุ่มวัดพระธรรมกายนี้ผมได้ยึดหลักที่หลวงพ่อสมเด็จเกี่ยว ได้สอนไว้คือ..

"เขาสอนให้้คนมีศีลมีธรรม"นี้คือความเกี่ยวข้องระหว่างผมกับวัดพระธรรมกายที่ต้องนำมาพูดก่อน เผื่อป้องกันพวกมารมันมาโยงครับก็ไม่อยากกล่าวให้มากความ เอาเป็นว่า..

"ผู้คนจำนวนล้าน ๆ หลากหลายอาชีพ หลากหลายระดับความรู้ ทั่วโลกเหล่านี้ถามว่าหมู่คนที่เคารพนับถือในสายวัดพระธรรมกายเหล่านี้หรือที่"พวกเขาจะโง่กว่าคุณ เขาจะยอมให้พวกคุณรังแกง่ายๆ"

ตรงนี้ไงที่ผมจะบอกดีเอสไอว่า "ผลงานสุดโง่" ไปคิดต่อเอาเองก็แล้วกันวันนี้ พวกเขาจึงออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาทุกข้อตามหมายเรียกในทันทีดังมีรายละเอียดเอกสาร ของ ปชส. วัดพระธรรมกาย
โดยท่านสนิทวงศ์ ที่ผมได้แนบมาด้วยแล้วนี้

พร้อมกันนั้น บรรดาสวกวัดพระธรรมกายต่างตั้งข้อสังเกตในเบื้องต้นว่า..

๑.ไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหา แต่ทำไมจึง ออกหมายเรียกก่อนได้
๒. ทำไม สื่อบางสื่อ จึงสามารถนำเอกสารไปเผยแพร่ก่อน
ที่หน่วยงานราชการเจ้าของเอกสารจะแถลง


หรือผู้ถูกหมายเรียกทราบเรื่องนี่พลาดเรื่องที่ ๒ ของ ดีเอสไอ ในวันนี้




พลาดเรื่องที่ ๓ ดีเอสไอ

เรื่องข่าวลือ ข่าวรั่ว ที่ผมได้ตั้งคำถามไปว่า "ใช่หรือไม่"ในการที่ผู้ใหญ่ระดับบิ๊ก ของหน่วยงานนี้ 
ไปทำการลอบบี้อัยการให้ฟ้อง สมเด็จช่วงเรื่องรถโบราณซึ่งเรื่องนี้ ผมได้เล่ารายละเอียดไปแล้ว
ตามที่ นสพ.เดลินิวส์ ได้นำไปลงเผยแพร่ดังที่ผมได้แนบมาด้วยแล้วนี้

แต่ทั้งนี้ก็ต้องถือว่า เป็นบุญของพระศาสนาสวรรค์มีตา หรืออาจเพราะกฏหมายสรรพสามิตที่อดีตรองอธิบดีกรรมสรรพสามิตแจงไว้ ก็ได้ดังนั้น จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ "อัยการ เขาไม่เล่นด้วย"

ส่วนที่ยังคงมี กรณีข่าวลือเหม็นๆ กระจาย ไปทั่ววงการอัยการอยู่นั้น ก็เพราะบิ๊กที่ว่าท่านนี้
ยังมีความพยาม ที่จะลอบบี้ให้สำเร็จให้ได้ ยังไม่ยอมหยุด
นี่สายเขาแจ้งมาให้ทราบ คอยดูต่อไปครับนี่พลาดเรื่องที่ ๓ ของ ดีเอสไอ ในวันนี้


สรุป
มุมมองของอัยการ เรื่อง เรื่องรถโบราณสมเด็จช่วงเรื่องรถโบราณนี้ เพราะนอกจากจะเห็น
ความไม่ชอบมาพากล ของการดำเนินการเรื่องนี้ตั้งแต่แรกแล้วโดยเพียงแค่พื้น ๆ ว่า ..

ไอ้ที่ว่าผิดๆ มาตลอดนั้น คือ ซากรถและผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายในการประกอบเป็นการผิด ก่อนที่จะขายรถไป(ขอย้ำว่า ก่อนที่จะขายรถออกไปให้แก่ผู้ซื้อ)


ส่วนผู้ที่ซื้อรถไป และมีชื่อครอบครอง (คือหลวงพ่อสมเด็จช่วง - ผู้มีซื่อครอบครอง)
นั้นมันไม่ได้เกี่ยวข้องในการทำผิดด้วย (ผิดอยู่ที่ผู้นำมาขาย) คือ ผู้ซื้อไม่มีความผิดอะไรเลย (กฏหมาย)คำอธิบายท่านสมชัย ก็แจ้งชัดยืนยัน


อีกทั้งจนป่านนี้ หลังจากรัฐมนตรี "ลมออกหู" ไปแล้วก็ยังไม่แจ้งชัดว่า อันตัวหลวงพ่อสมเด็จช่วงนั้น
ตกลงว่า ดีเอสไอ จะถวายอะไรมาให้ท่านแน่ระหว่าง "พยาน หรือ ผู้ต้องหา"สุดท้ายตกลงว่า "จะออกหมายเรียก หรือ หมายจับ"ก็ยังไม่แน่นอนชัดเจนสักอย่างเช่นกัน

หมายเรียกก็ทำไม่ได้ หมายจับก็ทำไม่ได้แล้วตกลงจะไปหยุดตรงไหนละคุณดีเอสไอ หาทางลงได้หรือยังเพราะอย่าลืมนะว่า อันกฎหมายนั้นไม่ใช่มีใส่ตู้ไว้ที่ กรม ดีเอสไอ อย่างเดียวใครเขาก็รู้กันทั่วจู่ๆ มาวันนี้ ก็ดันมามีข่าวเหม็นออกมาจาก

"วงอัยการ" ว่า..มีบิ๊กหน่วยงานหนึ่ง ไปลอบบี้ให้ทำเรื่องฟ้องสมเด็จช่วง และยังมีอดีตรองอธิบดีสรรพสามิตออกมาชี้แจง กฎหมายเรื่องนี้ ซ้ำอีกแรงอย่างนี้ ก็วงแตกซีครับคุณโยมวัยรุ่นว่า "เงิบ"


กรณีนี้ ยิ่งถ้าเอากรณีของ บอย ปกรณ์ ที่ ปปง. คืนรถไปให้โดยไม่มีความผิดสักอย่างยกขึ้นมาเปรียบเทียบก็ยิ่งชัดเจนแทบไม่ต้องอธิบายอะไรกันแล้ว


ขอจบเรื่องนี้ สั้นๆ เป็นคำถามว่าหรือว่าประเทศไทยนั้น ปปง. กับ ดีเอสไอใช้กฏหมายเรื่องนี้คนละฉบับกันครับ

โชคดีมีชัยทุกท่านครับ
เจ้าคุณเบอร์ลิน
31.03.2016

แนบนสพ. เดลินิวส์30.03.2016
http://www.dailynews.co.th/education/388817
----------------------------------------------------------

กรณีธรรมกาย : คำสอนคุณครูไม่ใหญ่(หลวงพ่อธัมมชโย) เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย
กรณีธรรมกาย : White Knight
กรณีธรรมกาย #จูราสสิคสยาม
กรณีธรรมกาย : ความลับระดับ Top secret !
กรณีธรรมกาย : รวมข้อแท้จริง ทุกกรณีวัดพระธรรมกาย DHAMMAKAYA FACTSHEETS
กรณีธรรมกาย : #โรงละครสยาม
กรณีธรรมกาย : เบื้องหลังการให้ร้ายวัดพระธรรมกาย
กรณีธรรมกาย : ความจริงวันนี้ วัดพระธรรมกาย 
กรณีธรรมกาย : แถลงการณ์คดีพิเศษ ! 
กรณีธรรมกาย : กรณีเกี่ยวข้องวัดพระธรรรมกาย 
กรณีธรรมกาย : Buddhism under crisis
กรณีธรรมกาย : รักพระพุทธศาสนา
กรณีธรรมกาย : รวมข้อแท้จริงทุกกรณี! 

รองอธิบดีสรรพสามิต ชี้ชัดกฎหมายเอาผิดรถสมเด็จช่วงไม่ได้.! รองอธิบดีสรรพสามิต ชี้ชัดกฎหมายเอาผิดรถสมเด็จช่วงไม่ได้.! Reviewed by สารธรรม on 02:25 Rating: 5

19 ความคิดเห็น:

  1. ถึงเวลาสว่างแล้วค่ะ

    ใครทำกรรมใดไว้ ย่อมได้รับผลของกรรมนั้น

    ตอบกลับลบ
  2. ถึงเวลาสว่างแล้วค่ะ

    ใครทำกรรมใดไว้ ย่อมได้รับผลของกรรมนั้น

    ตอบกลับลบ
  3. น่ากลัวมากครับ ถ้าเกิดศิษย์ธรรมกายเอฟเฟก จะขนาดไหน เรากำลังพูดถึงคนเป็นล้านๆนะครับ ไอ้ที่อิสระออกมาปิดถนนจำนวนแค่นั้นมันยังห่างไกลมาก

    ตอบกลับลบ
  4. อ่านแล้วเหมือนหงายของที่คว่ำให้เปิดออก เหมือนฟ้าหลังฝนตกย่อมสว่างเสมอ เหมือนพระอาทิตย์ยอมสว่างในยามเช้า ผู้ที่มีปัญญาเท่านั้นจะเข้าใจได้ ส่วนผู้ที่โง่อยู่ก็ยังคงโง่ต่อไปเพราะใจมืดบอด
    จริงไหมชาวพุทธทั้งหลาย

    ตอบกลับลบ
  5. ขอให้บารมีของพระรัตนตรัย
    จงปกป้องคุ้มครองผู้ที่ทำประโยชน์ สร้างคุณงามความดี เพื่อพระพุทธศาสนาแท้จริง ให้ท่านอยู่รอดปลอดภัยจากหมู่มารด้วย

    ตอบกลับลบ
  6. ชอบชื่อเรื่องจัง

    ตอบกลับลบ
  7. ความจริง..ตามนี้เลย

    สังคมเฉาลงทุกวัน
    เพราะผู้มีอำนาจตระบัดสัตย์
    ไม่ผดุงความยุติธรรม

    ขอให้รัฐเร่งแก้ไข
    ไม่สนับสนุนคนชั่ว
    โปรดอภิบาลคนดี
    เพื่อเป็นแบบบรรทัดฐานที่ดีแก่เยาวชนต่อไป

    ตอบกลับลบ
  8. ชอบชื่อเรื่องจัง

    ตอบกลับลบ
  9. ให้ทุกข์แก่ท่านทุกข์นั้นถึงตัว คำโบราณว่าไว้ ไม่ผิดจริง ๆ

    สาดโคลนรดฟ้า ไม่ได้ โคลนก็มาเปื้อนตัวคนสาด

    อันตรายเป็นอันตรายต่อบุคคลผู้ทำอันตราย กับบุคคลไม่ทำอันตราย

    กฎแห่งกรรมยุติธรรมเสมอ ไม่มีใครหนีพ้น

    ตอบกลับลบ
  10. DSI เปิดตัวตอนก่อตั้งหน่วยงานว่าเป็นองค์กรระดับชาติ
    ประชาชนหวังไว้ว่าจะมีมาตรฐานการทำงานระดับสูง
    แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมาก็พิสูจน์แล้วว่า…ผิดหวัง

    ตอบกลับลบ
  11. ถ้าคนที่ไม่มีอคติหรือไม่โง่จนเกินไป ก็มองออกว่าอะไรกำลังเกิดขึ้นกับพุทธศาสนา..

    ตอบกลับลบ
  12. สาวไปให้ถึงตัวคนสั่งการเลย เป็นขบวนการเดียวกันทั้งสามเรื่อง #คดีรถโบราณ #คดีรับของโจรฟอกเงิน #คิดล้มมส

    ตอบกลับลบ
  13. กรรมใดใครก่อกรรมนั้นคืนสนอง(อย่างหนักหน่วง)แทบจะไม่มีที่จะให้ยืนบนแผ่นดิน ถ้ากลับตัวได้ก็คงรับวิบากกรรมน้อยลง ที่เหลือขอร้องยมบาลเอาเองนะคะ

    ตอบกลับลบ
  14. dsi สุดท้ายก็เป็นเครื่องมือของคนพาลที่หวังจะทำลายพระพุทธศาสนาเท่านั้น ไม่ช้าก็จะล่มจมไปพร้อมกับนายตัวเอง

    ตอบกลับลบ
  15. ใครอยู่เบื้องหลังDSI

    ตอบกลับลบ
  16. DSI ทำไม่ดีกับพระ ระวังนะ บาปมีจริง

    ตอบกลับลบ
  17. ใครทำกรรมใดไว้ขอให้รับผลของกรรมนั้นแบบปัจจุบันทันด่วนเลยนะคะ เขาจะได้เลิกสร้างกรรมใหม่ๆและเตรียมตัวชดใช้กรรมที่ได้ก่อไว้อย่างเต็มที่เลยค่ะ

    ตอบกลับลบ
  18. กราบอนุโมทนาบุญ ขอบพระคุณเจ้าคุณเบอร์ลินมากๆครับ ที่กล้ามาก กล้าเขียนความจริงให้สังคมรับทราบ
    หูตาสว่าง ขึ้นเยอะเลยครับ

    ตอบกลับลบ
  19. กราบอนุโมทนาบุญ ขอบพระคุณเจ้าคุณเบอร์ลินมากๆครับ ที่กล้ามาก กล้าเขียนความจริงให้สังคมรับทราบ
    หูตาสว่าง ขึ้นเยอะเลยครับ

    ตอบกลับลบ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.